วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คุมกำเนิดแบบหลั่งนอกจะท้องไหมครับ

จะท้องไหม? ถ้าทำแบบนี้กับแฟน เป็นคำถามที่หมอเจอบ่อยมากๆในโซเชี่ยลเนตเวิร์คครับ วันนี้หมอได้เขียนบทความเพื่อตอบข้อสงสัยให้คู่รักหลายๆคู่ครับ

ขอเริ่มต้นจากหลักพื้นฐานในการตั้งครรภ์ครับ นั่นคือต้องเกิดจากการร่วมเพศระหว่างชายและหญิงจริงๆ นั้นคือ สรีระภายในของทั้งคู่มีความเป็นชายและหญิงโทยแท้ คือชายต้องมีอัณฑะซึ่งสร้างอสุจิและหญิงต้องมีรังไข่ครับ ดังนั้น การร่วมเพศ ระหว่างเพศเดียวกันไม่สามารถทำให้ท้องได้ครับ

การตั้งครรภ์จะเริ่มต้นเมื่อมีการผสมของอสุจิและรังไข่ครับ ซึ่งเกิดจากการหลั่งอสุจิในช่องคลอดขณะที่มีการสอดใส่ในระหว่างการร่วมรัก ดังนั้น หากไม่มีการสอดใส่อวัยวะเพศชายในอวัยวะเพศหญิงไม่ทำให้ตั้งครรภ์ได้ครับ

หมอขอพูดถึง การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติที่คู่รักหลายคู่มักมีปัญหาคาใจถึงความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ คือ การหลั่งนอก และ การนับวันไข่ตก ครับ

เมื่อพูดถึงการหลั่งนอก เป็นการคุมกำเนิดที่มีมาอย่างยาวนานครับ แต่เป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับกับวิธีอื่นที่ใช้ในปัจจุบัน แต่มีข้อดีคือประหยัดเท่านั้นเองครับ ซึ่งจากการศึกษา พบว่าคู่รักที่มักหลั่งนอกได้ถูกวิธี ใน 100 คู่ จะพบการตั้งครรถ์ได้ 4 คู่  แต่ถ้าหากว่าทำผิดวิธีจะทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ถึง 25% เลยครับ 

ดังนั้น หากเลือกวิธีนี้แล้ว ฝ่ายชายควรมีประสบการณ์พอสมควรที่จะรู้สึกได้ว่าใกล้จะมีการหลั่ง ให้ยุติการสอดใส่และสามารถหลั่งภายนอกอวัยวะเพศหญิง

หนึ่งข้อเท็จจริงที่สำคัญ คือ แม้ว่าจะยังไม่มีชายจะยังไม่หลั่งน้ำอสุจิแต่ตัวอสุจิสามารถค้างอยู่ในท่อปัสสาวะได้และสามารถเข้าสู่ช่องคลอดได้ตลอดระยะเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ครับ

โดยสรุป คือ การหลั่งนอก แม้จะทำได้ถูกวิธีจากคู่ที่เชียวชาญแล้ว ยังมีโอกาสท้องได้ครับ นอกจากนี้ ยังไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆได้เลยครับ

สำหรับคู่รักที่นิยมใช้วิธีนี้ หมอขอแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยด้วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดและป้องกันโรคครับ 

สำหรับอีก 1 วิธีคุมกำเนิดซึ่งใช้กันบ่อยมากอีกหนึ่งวิธี คือ การนับวันตกไข่ หมอจะมาเล่าให้ฟังในคราวหน้านะครับ

ขอบคุณครับ ^^

Credit : www.plannedparenthood.org

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ออกกำลังอย่างไรให้มีน่องขาเรียวเล็ก?

สำหรับการมีน่องขาที่เรียวเล็ก ไม่ปูปโปน และกระชับได้สัดส่วน  น่าจะเป็นความฝันของสาวๆหลายคนที่มีใจรักการออกกำลังกาย ในวันนี้ผมมีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกันครับ

อย่างหนึ่งเลย ต้องเข้าใจก่อนว่าส่วนน่องของเรานั้นประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อน่องซึ่งปกคลุมด้วยชั้นไขมันอีกชั้นหนึ่งครับ ดังนั้น การที่มีน่องใหญ่นั้นจึงเกิดได้จากสองสาเหตุหลักๆ คือ 1.มีกล้ามเนื้อที่หนาขึ้น หรือ 2.มีการสะสมไขมันมากขึ้น

สิ่งที่เข้าใจผิดกันมาก คือ การวิ่งนั้นจะทำให้มีกล้ามขาที่ใหญ่ขึ้นหรือไม่?  สำหรับเรื่องนี้เป็นความจริงเพียงส่วนเดียวครับ กล่าวคือ การใช้งานกล้ามเนื้อหากทำในระดับหนึ่งสามารถทำให้กล้ามเนื้อเกิดการขยายขนาดขึ้นได้ (calf hyper trophy) แต่อย่างไรก็ดีการขยายขนาดนั้นยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการฝึก รวมไปถึงโปรตีนทดแทนที่รับประทานต่อวันด้วย จึงจะทำให้กล้ามขาบริเวณน่องมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างชัดเจนครับ 

โดยปกติคุณผู้หญิงที่ไม่ได้ออกกำลังที่มีแรงต้านกล้ามเนื้อน่อง เช่น การเล่นเวทเทรนนิ่ง กีฬาปีนหน้าผา  การปั่นจักรยานทางไกล หรือเล่นกีฬายกน้ำหนัก รวมทั้งไม่ได้บริโภคโปรตีน เป็นไปได้ยากที่จะมีกล้ามเนื้อน่องปูดโปนเหมือนนักกล้ามนะครับ

เทคนิคการลดขนาดของน่องขานั้น หลักๆคือ ต้องลดการสะสมไขมัน เบิร์นไขมันสะสม และงดการใช้กล้ามเนื้อน่องครับ ซึ่งขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของแต่ละบุคคลอีกด้วย

1.Squat การออกกำลังในท่านี้เป็นหนึ่งในท่าเบสิคที่ดีที่สุดในการกระชับสัดส่วนด้านล่างของลำตัว คือต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง กล้ามเนื้อน่อง และหน้าท้อง ทั้งยังสามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และทำได้ที่บ้าน โดยเริ่มจากการยืนตรงตัวฝ่าเท้าห่างกันตามแนวสะโพก จากนั้นย่อตัวลงนั่งงอเข่าให้ก้นยื่นไปด้านหลังและลำตัวไปด้านหน้าทำมุม 45 องศากับพื้น หัวเข่าไม่เลยไปจากปลายเท้า จากนั้นเหยียดเข่าตัวตรงกลับมาในท่าเดิม เริ่มต้นทำวันละ 3-4 เซท เซทละ 12-15 ครั้ง

2.ว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังแบบคาดิโอที่หมอแนะนำครับ ซึ่งบริหารร่างกายได้หลายจุดโดยไม่มีแรงกระแทกและแรงต้าน ทั้งยังเหมาะกับผู้อ่านที่มีปัญหาปวดข้อเข่าด้วยครับ

3.งดการสวมใส่ส้นสูง การยืนเขย่งนานๆ หรือการใช้กล้ามเนื้อขาทำงานเป็นเวลานาน ซึ่งเชื่อว่าอาจทำให้กล้ามน่องขึ้นได้ครับ

4.การวิ่งบนทางราบ หากผู้อ่านเป็นผู้รักในการวิ่ง ผมแนะนำให้วิ่งบนทางราบที่ไม่มีเนินเพื่อลดแรงต้านต่อกล้ามเนื้อครับ

5. งดทานแป้ง ขนมเบเกอรี่ สำหรับข้อนี้ตรงไปตรงมาที่สุด คือการลดไขมันที่จะไปสะสมในจุดต่างๆของร่างกาย แต่อาจทำได้ยากที่สุดหรับคุณผู้หญิงครับ ^^

สำหรับทั้ง 5 ข้อนี้เป็นวิธีง่ายๆซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้โดยแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเลยครับ ทั้งยังดีต่อสุขภาพของผู้อ่านอีกด้วย ฝากให้นำไปปรับใช้กันนะครับ 


วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อยากรู้ไหม คุณหมอเขียนอะไรในใบสั่ง?

หลายครั้งที่ผมบันทึกเวชระเบียนขณะตรวจผู้ป่วย บ้างครั้งผู้ป่วยก็มีอ่านตาม มีชะเง้อมาดูบ้าง บางครั้งก็ถาม "คุณหมอครับ คุณหมอตรวจเจอหรือสั่งยาอะไรบ้างครับ"  เชื่อว่า หลายท่านที่ไปพบแพทย์ก็เคยสงสัยว่าคุณหมอเขียนอะไรบ้างในบันทึกการตรวจ

แน่นอนว่าผู้ป่วยสามารถถามคุณหมอโดยตรงเลยครับ ว่าคุณหมอบันทึกข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเองบ้าง แต่สำหรับคนที่ขี้อายหรือขี้เกียจถาม แต่อยากรู้คุณหมอเขียนอะไรหนอ ตัวย่ออะไรเต็มไปหมดเลย หมอมีทริคเล็กๆสำหรับคนที่อยากเข้าใจการบันทึกเวชของแพทย์มากขึ้นครับ

ส่วนใหญ่แพทย์จะบันทึกเวชระเบียน 2 ส่วน คือ ส่วนของการซักประวัติตรวจร่างกาย และ ส่วนของการรักษา ครับ อย่างไรก้ดีการบันทึกเวชระเบียนมีวามแตกต่างกันในแต่ละสถานบริการและแพทย์ครับ

CC (chief complaint) คือ อาการหลักที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ มักบันทึกอาการเพียงอาการเดียว และ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการว่าเป็นมานานแค่ไหน อาจเป็นวัน สัปดาห์ เดือน หรือเป็นปีก็มีครับ

PI (present illness) คือ อาการป่วยในปัจจุบัน เป็นส่วนที่แพทย์จะลงประวัติต่างๆหรือรวบรวมรายละเอียดของอาการป่วยหลักที่นำผู้ป่วยมาครับ

Hx (past history) คือ ประวัติความเจ็บป่วยในอดีต  ประวัติการผ่าตัด และประวัติการแพ้ยา

U/D (underlying disease) คือ ประวัติโรคประจำตัวของผู้ป่วย

จะเห็นได้ว่าประวัติการป่วยของผู้ป่วยทุกข้อที่กล่าวมา มีความสำคัญอย่างมากบันทึก และนำไปสู่การวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาครับ 

PE (physical examination) คือ การลงข้อมูลการตรวจร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่มีแยกออกไปอีกหลายระบบ เช่น ระบบหูคอจมูก ระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

Dx (diagnosis) คือ การวินิจฉัยโรค ว่าคุณหมอสันนิษฐานว่าผู้ป่วยป่วยจากโรคใด

Rx (Treatment) คือ การรักษาซึ่งรวมถึงการทำหัตถการหรือการรักษาด้วยยา

HM (home medication) คือ ยาที่สั่งให้แก่ผู้ป่วยกลับบ้าน โดยแพทย์จะบันทึกชื่อยาและขนาด ตามด้วยวิธีการทาน และจำนวนเม็ดที่สั่ง

ทั้งหมด คือ ตัวย่อที่คุณหมอใช้บ่อยๆในการบันทึกครับ เชื่อว่าถ้าผู้อ่านได้รับการตรวจบ่อยๆต้องเคยเห็นผ่านตาบ้างอย่างแน่นอนครับ อย่างไรก้ดี หากผู้อ่านมีข้อสงสัยในการตรวจรักษาของแพทย์ อย่าลังเลที่จะเอ่ยถามคุณหมอเจ้าของไข้โดยตรงนะครับ คุณหมอทุกท่านจะได้ตอบคลายข้อสงสัยให้อย่างชัดเจนเลยครับ

ยังมีตัวย่ออีกหลายๆแบบในคำสั่งการรักษาของแพทย์นะครับ สำหรับวันนี้ผมได้แนะนำในตัวย่อหลักๆที่ใช้กันบ่อยๆ หากผู้อ่านเคยเจอตัวย่อตัวไหนแล้วมีข้อสงสัยนำมาแชร์กันนะครับ

แก้ปัญหาหลับยากด้วย sleep hygiene

สำหรับผู้อ่านที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ หลับยาก หลับไม่สนิท หรือตื่นนอนแล้วยังรู้สึกว่าหลับไม่เพียงพอแม้ว่าทั้งวันจะหลับมาหลายชั่วโมงแล้ว

วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ หมอขอแนะนำให้รู้จักกับ หลักสุขบัญญัติเพื่อการนอนหลับ หรือ Sleep hygiene ซึ่งช่วยในการปรับวงจรการนอนหลับนั้นเกิดเป็นเวลามากขึ้นและทำให้เราตื่นมาในวันถัดไปอย่างสดใสมากขึ้นครับ


1.ตั้งเวลาเข้านอน และ ตื่นให้ตรงเวลา เช่น 22.00 น. และตื่นใน 7.00 น. เป็นการตั้งวงจรการนอนหลับของเราให้สม่ำเสมอ หากผู้อ่านมีงานประจำที่ต้องทำกะดึกหรือการเข้าเวร ก็ต้องตั้งเวลานอนที่เหมาะสมกับชีวิตประจำวันของเราครับ

2.งดการเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน รวมไปถึงคอมพิวเตอร์หรือกิจกรรมอื่นๆบนเตียง นอกจากการนอนและsexครับ

3.งดการนอนกลางวัน การนอนที่อยู่นอกเหนือเวลาที่เรากำหนดไว้ หากระยะเวลานานเกินไปจะทำให้การเข้านอนในตอนกลางคืนของเรายากขึ้นครับ

4.งด กาแฟ ชา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนเวลานอน 6 ชั่วโมง การบริโภคคาเฟอีนทำให้เราหลับได้ยากขึ้นครับ อาจต้องพลิกตัวไปมาหลายตลบเลยกว่าจะผู้อ่านจะเคลิ้มหลับไป

5.ไม่ติดนาฬิกาในห้องนอน , รวมไปถึงการติดเครื่องประดับห้องที่มีเสียงหรือแสงกระพริบ ซึ่งรบกวนการนอนหลับสนิทของเรา

6.จัดการกับความเครียด ผู้อ่านหลายท่านเมื่อล้มตัวบนเตียงแล้วจะนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งวัน มาคิดทบทวนอีกครั้ง เป็นเหตุให้ใช้เวลาก่อนนอนมากขึ้นหรืออาจไม่ได้หลับเลย หมอแนะนำให้ก่อนนอนจัดการกับความเครียดด้วยการจิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ฟังเพลงผ่อนคลาย หรือนั่งสมาธิ เมื่อเริ่มเคลิ้มจะหลับก็ให้เข้านอนครับ

7.ออกกำลังเบาๆก่อนนอน เช่น เดินช้าๆและยืดกล้ามเนื้อสักประมาณ 20 นาที ทั้งนี้ ก่อนเข้านอนไม่ควรทำกิจกรรมหนักๆหรือหักโหม ให้ทำในเวลาเย็นหรือเช้าจะดีที่สุดครับ

ทั้ง 7 ข้อเป็นหลักง่ายๆในการช่วยปรับวงจรการนอนของผู้อ่านครับ ลองนำไปปรับใช้ดู ได้ผลดีอย่างไรนำมาแชร์กันนะครับ ^^


วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เมื่อคนใกล้ตัวเป็น ไบโพล่า

"ไบโพล่า คืออะไร" "อะไรคือไบโพล่า" "เป็นแล้วจะหายมั้ย"

เมื่อคนใกล้ตัวมีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวเศร้า เกิดคำถามในใจ "เอ๊ะ? เป็นไบโพล่าหรือเปล่าเธอ" 

วันนี้ผมมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเด็นนี้มาฝากครับ

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจ้งก่อนว่า Bipolar disorder  หรือ ที่ผู้อ่านเรียกสั้นๆว่า ไบโพล่า  เป็น โรคทางจิตเวชแบบหนึ่งซึ่งเกิดจากการหลั่งสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ เป็น"โรค"นะครับ ไม่ใช่นิสัยของผู้ป่วยแต่อย่างใด ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้เมื่อได้รับการดูแลจากแพทย์ สำหรับอาการของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการ คือ มี 2 อารมณ์เกิดขึ้นสลับกัน 1.อารมณ์ซึมเศร้า (depression) และ 2.อารมณ์คึกคัก (mania) ที่มีความสนุกสนานและมีความคิดพลุ่งพล่าน มีอารมณ์ในสองลักษณะนี้สลับกันไปหรือมีอารมณ์ปกติคั่นบ้างครับ

ขอเน้นอีกครั้งครับ ว่าโรคนี้เป็นแล้วสามารถหายได้ และ สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติ

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อพบคนใกล้ตัวเป็นไพโล่า เราควรทำอย่างไร? 

1. พบแพทย์
 เมื่อสงสัยว่าคนใกล้ตัวของท่านมีอาการเข้ากับโรคไบโพล่า ควรไปพบแพทย์ครับ  ซึ่งมีทั้งการรักษาด้วยยาและคำแนะนำในการปฎิบัติตัวแก่ผู้ป่วย ควรไปพบแพทย์พร้อมญาติและคนใกล้ตัว ซึ่งบุคคลที่ดูแลผู้ป่วยนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากที่จะทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นหรือแย่ลงครับ

2. เข้าใจและให้กำลังใจ 
เข้าใจถึงอารมณ์และการกระทำของผู้ป่วยนั้นเกิดจากตัวโรค ไม่ได้เกิดจากนิสัยของผู้ป่วยครับ การอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้การรักษานั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

3. เรียนรู้และปรับตัว
เรียนรู้อาการในแบบของคนใกล้ตัว ซึ่งมีสองแบบคืออาการในช่วง mania และ depression ซึ่งแต่ละคนแสดงออกมาไม่เหมือนกัน ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการอย่างไรและเราก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเค้าได้ในสภาวะนั้นๆ รวมทั้งหากมีอาการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง เราจะรับรู้ได้เร็วและนำผู้ป่วยไปพบแพทย์เร็วครับ

4. เฝ้าระวังภาวะที่เสี่ยงอันตรายของผู้ป่วย
ในทั้งสองอารมณ์ของผู้ป่วย นำมาซึ่งอันตรายได้ครับ ในอารมณ์ซึมเศร้า ผู้ป่วยจะอ่อนไหวง่าย ร้องไห้บ่อย ทำกิจกรรมต่างๆเชื่องช้า ที่ร้ายที่สุดคือ นำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ครับ ในส่วนอารมณ์mania การตัดสินใจมักจะไม่รอบคอบและผิดพลาดได้ง่าย อาทิ การเกิดอุบัติเหตุ การตัดสินใจทางการเงินฟุ่มเฟือย การเล่นพนัน เป็นต้น 

5. ลดภาวะเครียด 
การลดภาวะเครียดของคนไข้ซึ่งอาจจะไปสู่การทำให้อาการของโรคเลวลง อาจะทำได้หลายวิธีครับ หากิจกรรมที่ผู้ป่วยชอบและสนุกไปกับมันแล้วลงมือทำร่วมกัน และให้ผู้ป่วยหลับสนิทและพักผ่อนให้เพียงพอ

6. อย่าให้ผู้ป่วยขาดยา
การปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมองต้องใช้การรักษาด้วยยาเป็นหลัก หากผู้ป่วยขาดยาแล้วจะทำให้อาการของโรคคุมไม่ได้ครับ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดควรประเมินโดยตลอดให้แน่ใจว่าผู้ป่วยทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอครับ 

สำหรับการดูแลผู้ป่วยไบโพล่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับคนที่เรารักใช่ไหมครับ หมอขอเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วย ญาติ และคนใกล้ชิดด้วยครับ ^^

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

5 Tricks สลายพุงกะทิเป็นหน้าท้องแบนราบ

ในทุกวันนี้ ไม่ว่าหญิงหรือชายมีแนวโน้มที่จะดูแลรูปร่างของตนเองมากขึ้น การมีรูปร่างที่ได้สัดส่วนนอกจากจะมีความสวยงามแล้วยังบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีของคนๆนั้นด้วยครับ หนึ่งสิ่งที่หลายคนต้องการคือการจัดการไขมันที่สะสมตามจุดต่างๆของร่างกาย และจุดที่หมอเชื่อว่าผู้อ่านมีความกังวลมากจุดหนึ่ง คือ ไขมันบริเวณหน้าท้อง หรือที่เราเรียกกันว่า พุง นั่นเองครับ
โดยไม่ว่าคุณจะมีหน้าท้องที่แบนราบแค่ไหน แต่ทุกๆคนมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องครับ ซึ่งการสะสมของไขมันในจุดนี้ หากมากเกินไป นอกจากไม่สวยงามแล้วยังส่งผลถึงสุขภาพอีกด้วย วันนี้หมอมีคำแนะนำเพื่อให้ทุกท่านลองนำไปใช้เพื่อสลายพุงกันครับ

1. การออกกำลังกายแบบคาดิโอ
ข้อนี้เชื่อว่าทุกท่านคงพอทราบกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การวิ่งเหยาะ หรือกิจกรรมใดๆที่ทำให้ชีพจรของผู้อ่านเต้นเร็วมากขึ้น ช่วยในการเผาพลาญไขมันในทุกๆจุดของร่างกายครับ แนะนำว่าควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ ก็ถือว่าเป็นอันใช้ได้

2. แพลงกิ้ง
การออกกำลังกายในท่าแพลงกิ้ง หรือท่าบริหารหน้าท้องนั้นทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องของผู้อ่านแข็งแรงขึ้นส่งผลให้รูปทรงหน้าท้องของผู้อ่านมีความกระชับมากขึ้นครับ สำหรับการฝึกท่านี้  เริ่มจาก การนอนคว่ำหน้าลง โงอข้อศอกทั้งสองข้างขึ้นตั้งชันไว้กับพื้น ดันตัวขึ้นเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง สะโพก ต้นขา และบั้นท้าย ปลายเท้าตั้งขึ้นเพื่อพยุงลำตัว ให้ลำตัวเป็นเส้นตรงขนานอยู่เหนือพื้น หากผู้อ่านทำเป็นครั้งแรก อาจเริ่มจากระยะเวลา 20 วินาทีจากนั้น ในวันถัดไปให้ยืดเวลานานออก 5-10 วินาทีไปได้เรื่อยๆครับ 5-6 วันต่อสัปดาห์ อย่าลืมที่จะมีวันพักเพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการซ่อมแซมตนเองด้วยครับ

3.งดของหวานของมัน
เป็นหลักการที่ตรงไปตรงมามากครับ มีคำกล่าวที่ว่า "you are what you eat" หากท่านไม่ต้องการหุ่นที่เต็มไปด้วยไขมันส่วนเกินแล้วละก้ ก็ควรลดละเลิกอาหารประเภทแป้งและไขมันเพื่อลดการสะสมในจุดต่างๆของร่ายกายครับ อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลในของหวานหรือขนมทานเล่นต่างๆที่รับประทานเข้าไป หากไม่ได้ใช้พลังงานในส่วนนี้ก็จะกลายเป็นไขมันสะสมตามร่างกาย กลายมาเป็นพุ่งกะทิ นั่นเอง

4.นอนหลับให้เพียงพอ
เป็นข้อที่ง่ายที่สุดเลยทีเดียว แค่เรานอนหลับให้เพียงพอ ในเวลา  6-7 ชั่วโมงต่อวัน ก็มีส่วนช่วยให้ร่างกายมีการสะสมไขมันลดลงครับ

5.ฝึกจัดการกับความเครียด
ในแต่ละวัน ร่างกายมีการสะสมไขมันเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่นเดียวกับความเครียด และการบริหารจัดการความเครียดของแต่ละคนนั้นส่งผลต่อการสะสมไขมันที่มากขึ้น วิธีง่ายๆที่หมอแนะนำในการรับมือความรู้สึกแย่ในแบบต่างๆ คือ การออกกำลังกาย ครับ ซึ่งได้ผลดีสองต่อเลย ทั้งลดความอ้วนและความเครียดครับ

หวังว่าทุกท่านคงนำทริคเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อสร้างหุ่นเฟิร์มๆกันนะครับ 5 ข้อที่ผ่านมาเป็นเพียงทริคระดับ easy level เท่านั้นเอง ทั้งหมดนี้หมอเชื่อว่าเอาไปปรับใช้กันได้ไม่ยาก ในคราวหน้าหมอจะเตรียมทริคในระดับที่ยากขึ้นมาฝากในภาค 2 นะครับ ^^




ว่าแล้วหมอก็ขอตัวไปทำแพลงกิ้งลดพุงก่อนนะครับ ^^
Credit : www.webmd.com

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ผมเสี่ยงติดเชื้อ HIV หรือเปล่าครับ ?


"ในขณะนี้ มี36.7 ล้านคนทั่วโลกติดเชื้อ HIV และ 40% ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ"

ฟังแล้วน่ากลัวทีเดียวครับสำหรับหนุ่มสาวๆทุกท่าน

 วัยรุ่นนั้นเป็นวัยแห่งเรียนรู้และการลองผิดลองถูกโดยธรรมชาติ เรื่อง Sex เองก็เป็นหนึ่งในนั้น ในปัจจุบันเรื่องของ Safe sex มีการเผยแพร่ในหลายๆช่องทางมากขึ้น ทำให้วัยรุ่นมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์และHIV มากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าหลายท่านยังรู้จักโรคนี้เพียงผิวเผิน ยังไม่ทราบว่า โรคเอดส์และHIVนี้มันคืออะไร มันติดกันอย่างไร และตัวเรานั้นมีความเสี่ยงหรือไม่

ผมขออธิบายโดยเริ่มจากว่า HIV นั้นเป็นไวรัสตัวหนึ่งครับ ซึ่งหากมีการติดเชื้อไวรตัวนี้แล้ว จะมีอาการแสดงได้หลายระยะ ตั้งแต่ ไม่มีอาการเลย เริ่มมีอาการ จนไปถึงมีอาการเต็มขั้นและเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง(AIDs) หรือเรียกว่าเอดส์ที่ผู้อ่านทราบกันดีครับ โดยความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV มีดังนี้ครับ

1.เพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน

เป็นสาเหตุของการติดเชื้อมากที่สุด โดยเชื้อHIVสามารถผ่านจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง เมื่อของเหลวจากร่างกายผู้ที่มีเชื้อ อันได้แก่ เลือด น้ำคัดหลั่ง น้ำอสุจิ หรือน้ำนม เข้าสู่บาดแผลของอีกคนหนึ่งกระแสเลือด และเยื่อบุอ่อน(ช่องคลอด อวัยยวะเพศชาย ทวารหนัก และช่องปาก)


 ในกลุ่มเกย์และชายไบเซ็กช่วลเป็นกลุ่มที่พบการติดเชื้อมากขึ้นครับ โดยการร่วมเพศทางทวารหนักมีความเสี่ยงมาเป็นอันดับที่หนึ่ง โดยที่ฝ่ายรับ (Bottom) มีความเสี่ยงมากกว่าฝ่ายรุก (Top) รองลงมาคือการร่วมเพศทางช่องคลอด สำหรับการติดเชื้อจากการร่วมเพศทางปาก (Oral sex) พบว่ามีโอกาสน้อยมากๆ แต่ในทางทฤษฏีเชื่อว่า มีการติดเชื้อได้หาก ผู้ติดเชื้อ HIV หลั่งอสุจิในปากของอีกฝ่ายครับ


2.การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

ในเข็มฉีดยาที่ผ่านการใช้งานมาแล้วไม่สามารถทราบได้เลยว่านำไปใช้งานกับบุคคลที่ติดเชื้อ HIV หรือไม่ พบได้ในคลินิคที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ผู้อ่านที่รักในการสักทุกท่าน ควรระมัดระวังร้านสักที่ไม่ได้คุณภาพที่นำเข็มเก่ามาใช้ต่อ โดยเชื้อ HIV นั้นสามารถมีอยู่ในเข็มได้นานถึง 42 วัน

ที่น่าเศร้าคือ มีรายงานถึงการพบการติดเชื้อในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อ HIV จากการถูกตำด้วยเข็มที่เจาะเลือดจากผู้ป่วยด้วยครับ


3.ลูกจากมารดาที่มีเชื้อHIV
ระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด และการให้นมของมารดาที่มีเชื้อ HIV สามารถทำให้เด็กติดเชื้อได้ ผู้ป่วยควรฝากครรภ์ให้เร็วที่สุดเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ทั้งนี้ แพทย์จะพิจารณาวางแผนการคลอดที่เหมาะสมที่สุด


อีกหนึ่งสิ่งที่มักเข้าใจผิดกันครับ นั่นคือ เชื้อ HIV ไม่อยู่ในน้ำลาย! รวมไปถึงเหงื่อและน้ำตาเช่นกัน นอกจากนี้เชื้อHIVไม่สามารถแพร่ผ่านทางการสัมผัส การกอด การใช้ห้องน้ำร่วมกัน และการใช้ภาชนะร่วมกัน รวมทั้งสัตว์เช่น ยุงและแมลงนั้น ไม่สามารถเป็นพาหะของ HIV ได้ครับ
หวังว่าผู้อ่านคงมีความเข้าใจต่อความเสี่ยงของติดเชื้อ HIV มากขึ้นนะครับ อย่าลืมนะครับ สิ่งสำคัญ คือ Safe sex นะครับ ^^

Credit : www.aid.gov

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ว่าด้วยเรื่อง Acnotin หรือยาสิวที่ทุกคนรู้จัก

ว่าด้วยเรื่อง Acnotin

ก่อนอื่นบอกเรยว่า เพจเราไม่แนะนำให้ทานยาตัวนี้เอง โดยไม่มีแพทย์สั่งนะครับ แต่ทุกวันนี้มันเกลื่อนมาก หาซื้อได้ง่ายมากๆ ยังไงถ้าริจะใช้ ขอให้รู้ไว้คร่าวๆ ก่อนนะครับ

1. ข้อห้ามของการใช้ Acnotin
- ห้ามใช้ขณะตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ ข้อนี้สำคัญมากนะคับ
- ผู้ใช้แพ้ Isotretanoin หรือ Vitamin A
- ห้ามทานร่วมกับ Vitamin A และ ยา Tetracycline
- ห้ามบริจาคเลือดจนกว่าจะหยุดยา 1 เดือน

2. ผลข้างเคียงจากการใช้
*ยาตัวนี้หลักการทำงานคือ ลดการผลิตต่อมไขมันใต้รูขุมขน ไม่เฉพาะบนใบหน้าแต่เป็นทุกๆจุด ดังนั้น ที่ตามมา คือ ความแห้ง !!
- ปากแห้ง ตาแห้ง พบบ่อยมากๆ ผิวหนังแห้งและลอก ไวต่อแสงแดด
- ตับอักเสบ เป็นสิ่งที่รุนแรงที่สุด จะมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง อาจมีไข้ ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วนน
- ภาวะไขมันในเลือดสูง
- มีอีกมากมายไปหาอ่านเองได้

3.ระยะเวลา
ไม่ควรเกิน 6 เดือน
และควรต้องตรวจการทำงานของตับและไขมันในเลือดเสมอๆ

4.ระวังของปลอม!!
ซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ดีที่สุด คือ จากแพทย์
(ซื้อในเนต 250-300 บาท แต่จากแพทย์ปลอดภัยและชัวที่สุด)

5.ข้อควรรู้อื่นๆ
- ในเดือนแรก อาจทำให้สิวเห่อมากขึ้นแล้วจะค่อยๆลดลงในเดือนถัดมา
-เชื่อว่า รับประทานหลังอาหารทันทีดีที่สุด
- ปริมาณที่เหมาะสม คือ 0.5 มก. / กก. / วัน
ถ้าคุณหนัก 40-50 กก. ใช้ เม็ด 20 มก. วันละครั้งก้อเกินพอพอแล้ว หากมากเกินกว่านั้นควรให้แพทย์สั่ง
- แนะนำเริ่มที่ เม็ด 10 มก. ต่อวัน ก่อน 2 เดือน
หากสิวลด จึงค่อยๆปรับยาลง เป็นวันเว้นวัน ในเดือน ที่ 3-4
และเป็น 2 เม็ด/สัปดาห์
- Acnotin และ Roaccutane เป็นชื่อการค้า หากจะหาข้อมูลเพิ่มเติม พิมพ์ Isotretanoin ซึ่งเป็นชื่อสามัญครับ

สุดท้ายย้ำกันอีกครั้งนะว่าไม่ควรทานกันเอง
*แต่ถ้าห้ามกันไม่ได้ ก้ขอให้เพื่อนๆศึกษาข้อมูลและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนด้วยนะครับ
*เพจนี้ไม่ขายยานะครับ

/Admin

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

5 สัญญาณอาการปวดศีรษะที่ต้องพบแพทย์

5 สัญญาณอาการปวดศีรษะที่ต้องพบแพทย์














หมอเชื่อว่า ผู้อ่านทุกๆท่านคงมีประสบการณ์เผชิญกับอาการปวดศีรษะมาก่อนเกือบทุกท่าน แต่ทราบหรือไม่ครับ ว่าสัญญาณใดที่ถือว่ามีความเร่งด่วนและต้องพบแพทย์เป็นการเร่งด่วน วันนี้มีเกร็ดความรู้มาให้ได้ทราบครับ ^^




1.อาการปวดอย่างรุนแรงที่ไม่เคยเป็นมาก่อน (Thunder clap headache)
เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งในตำราแพทย์ได้อธิบายไว้ว่าปวดเหมือนสายฟ้าฟาดลงมาอย่างทันทีทันใดครับรวมไปถึงอาการปวดที่รุนแรงผิดไปจากปกติและอาการปวดที่ทำให้ตื่นจากการนอนหลับถือเป็นสัญญาณอันตรายเช่นกัน



2.ระดับการมองเห็นผิดปกติ
หากมีอาการปวดศีรษะร่วมการอาการสายตาพร่า สายตามืดบอด หรือมีอาการทางประสาทและอาการสับสน ผู้อ่านควรพบแพทย์อย่างเร่งด่วนครับ


3.มีไข้
อาการปวดศีรษะพร้อมกับมีไข้ตัวร้อน เกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจากไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงภาวะที่รุนแรงมาก อย่างเช่น การติดเชื้อในบริเวณไขสันหลังครับ

4.คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง
สัญญาณร่วมนี้อาจแสดงถึงภาวะความดันในกะโหลกศีรษะที่มากขึ้นผิดปกติและส่งผลกระทบต่อส่วนเนื้อสมองของเราครับ


5.อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับอุบัติเหตุโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ เนื่องจากมีโอกาสที่จะเกิดภาวะเลือดออกในกระโหลกและสมองได้ครับ

6.เกิดอาการปวดศีรษะเป็นครั้งแรก
หากผู้อ่านไม่เคยมีอาการปวดมาก่อนแต่กลับมีอาการเป็นครั้งแรก ย่อมน่าสงสัยเป็นธรรมดาใช่หรือไม่ครับ? ให้เป็นหน้าที่ของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยโรคนะครับ



7.ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และผู้มีโรคประจำตัว
หากผู้อ่านมีอายุมากกว่า 50 ปีแล้ว ท่านมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้นครับ ในขณะเดียวกัน ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคมะเร็งและโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาการปวดศีรษะของท่านอาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเดิมครับ

สุดท้ายนี้ ขอแนะนำให้ผู้อ่านจดจำถึงลักษณะอาการปวดโดยประจำของตนเอง หากอาการปวดนั้น เกิดขึ้นผิดไปจากเดิม ให้รีบปรึกษาแพทย์ใกล้บ้านนะครับ

#headache #redflagsign #optimizecare

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

9 วิธีดูแลตัวเองง่ายๆไม่ให้เป็นสิว

9 วิธีดูแลตัวเองง่ายๆไม่ให้เป็นสิว


สวัสดีครับ วันนี้ผมขอนำเสนอวิธีง่ายๆให้ใบหน้าของเราสะอาดใสปราศจากสิวนะครับ นำไปใช้กันแล้วนำมารายงานผลวห้ทราบด้วยนะครับผม

1.ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง  ถ้าเล่นกีฬาหรือหน้าสกปรกมากก็ควรล้างหลังจากนั้นทันที ถ้าเป็นไปได้ผ้าที่ใช้เช็ดหน้าควรเปลี่ยนทุกวันด้วยคร้าบ

2.ล้างมือให้บ่อยครั้งขึ้น และ ไม่แตะใบหน้าระหว่างวันถ้าไม่จำเป็น เกาค้างเท้าคางก็ไม่ได้น้า

3.สระผมอย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ ควรเลือกทรงผมที่ไม่มีผมปรกใบหน้า  (ตอนหลับด้วย)

4.สังเกตว่าอาหารชนิดไหนทำให้สิวเราเห่อขึ้น แล้วเลี่ยงซะ !!

5. งดการปรุงอาหารหรือการเข้าครัวที่มีการปรุงอาหารมันๆ ควันหนาๆ

6. หลบแดดจร้า อย่าลืมทาครีมกันแดดและเลือกครีมกันแดดที่ไม่มันเกินไป (เนื้อเป็นเจลหรือโลชั้น และ ไม่กันน้ำ)

7. หลีกหลี่ยงความเครียดที่มากเกินไป ไปเตะบอลแทนนะครับ 55+

8. ออกกำลังกายให้บ่อยขึ้น สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อย

9.ถ้าหากรักษาสิวกับหมออยู่ ไปให้ตรงเวลา อย่างน้อยไปตามนัดเดือนละครั้ง ให้หมอช่วยประเมินอาการ ไม่ใช่ไปเอาแต่ยามาทาเองอย่างเดียว

จบ แล้วคร้าบ ลองเอาไปทำดูนะครับ หลักๆ คือ การรักษาความสะอาดและมีวินัยนะครับ
แล้วเพื่อนๆ มีวิธีดูแลตัวเองยังไง มาแบ่งๆกันมั่งนะครับ
^^
/Admin

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

5 สาเหตุของการเป็นสิว

5 สาเหตุของการเป็นสิว


เคยสงสัยกันรึเปล่า? ทำไมถึงต้องเป็นสิว ทำไมต้องมาเกิดบนใบหน้าของเรา ?   โดยถึงแม้ในขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสิวเกิดจากอะไรครับ แต่ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดสิว ที่แน่ๆ มีตามนี้เรยยย..

1. เพราะเป็นวัยรุ่น
วัยรุ่นเกือบทุกคนต้องเคยประสบปัญหาสิวแน่นอน !!  เนื่องจากต่อมสร้างไขมันบริเวณรูขุมขนของเราตอบสนองกับฮอร์โมนเพศที่เพิ่มมากขึ้นครับ เมื่อมีการสร้างไขมันมาก มีโอกาสทำให้เกิดการอุดตันมาก และกลายเป็นสิวตรงตำแหน่งรูขุมขนบริเวณนั้นครับบ

 ดังนั้น ถ้าไม่อยากเป็นสิวต้องรีบแก่นะ ยอมปะละ?

2. หนังหน้าเฉพาะคน
เคยไหม เจอเพื่อนที่ไม่สนใจดูแลทำความสะอาดหน้าเรยยย แค่ล้างหน้าธรรมดาก้อไม่มีสิวแล้ว ? ในขณะที่เราดูแลตัวเองขนาดนี้ยังเป็นสิวตลอด

สภาพผิวของคนเรามีส่วนครับ บางคนหน้ามัน บางคนหน้าแห้ง และบางคนเป็นผิวผสม
คนที่หน้ามันเนื่องจากมีรูขุมขนมาก หรือ/และต่อมไขมันทำงานมาก จึงมีสิทธิเป็นสิวได้มากกว่านั่นเอง

ซึ่งสภาพผิวของแต่ระคนไม่ได้เลือกกันเองนะจ้ะ จับฉลากครับ ดวงล้วนๆ แล้วก้อขึ้นยุกับพันธุกรรมด้วยน้า

3. การใช้เครื่องสำอาง
หลายคนเชื่อว่า สารประกอบในเครื่องสำอางมีส่วนทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนครับ แต่หลายรายก้อเกิดจากการแพ้เครื่องสำอางโดยไม่รู้ตัวนะครับ ซึ่งอย่างหลังต้องระวังและรีบหยุดทันที

สังเกตว่า การแพ้มักจะเกิดในช่วงแรกหลังใช้ครับ

4. ภาวะ โรคและการใช้ยาบางประเภท
อันนี้เป็นส่วนที่น้อยมากๆครับ เช่น
-ผู้หญิงมีสิวช่วงที่มีไข่ตก(กลางรอบเดือน)เนื่องจากมีฮอรโมนเพศสูงขึ้น ในขณะนั้น
-การใช้ยาที่พบบ่อยๆ คือ ยาคุมกำเนิด ยาสเตียรอยด์

5. อาหาร และความเครียด
เป็นความเชื่อที่พูดต่อๆกันมา ว่าพวกอาหารมัน และของหวานๆอย่างชอคโกแลต ทำให้เกิดสิว
แต่ยังไม่ได้มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนครับ

แต่หากเราทานอาหารอะไรแล้วเกิดเป็นสิวขึ้นมา ก้ควรหลีกเลี่ยงจิงมั้ย ล้าาา?


นี้คือปัจจัยหลักๆที่คาดว่าเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และเพื่อนๆคิดว่ามีอย่างอื่นอีกมั้ย มาแชร์กันนะครับ