วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560

5 ปัญหาสุขภาพ เมื่อมีอาการฉี่บ่อย?

สวัสดีครับ 

ในช่วงชีวิตของคนเรา ปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งซึ่งพบได้บ่อยๆและทำให้ต้องมาพบแพทย์ นั่นคือ ปัญหาเกี่ยวกับการถ่ายปัสสาวะบ่อย ครับ หลายท่านที่เข้าห้องน้ำวันหนึ่งๆบ่อยครั้งมาก บางคน7-8 ครั้ง บางคนสิบครั้งขึ้นไป หรือแตกต่างจากปกติที่เคยเป็น ทำให้ท่านเกิดความสงสัยว่าปัญหานี้ เกิดจากอะไร วันนี้หมอจะมาพูดถึงประเด็นนี้ครับ

โดยปกติทั้งในชายและหญิงจะปัสสาวะประมาณ 4-8 ครั้งภายในหนึ่งวันครับ หากผู้อ่านนั้นปัสสาวะมากกว่า 8 ครั้งต่อวัน หรือ มากกว่า 3 ครั้งในเวลากลางคืน ถือว่าท่านมีอาการฉี่บ่อย "frequency" ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งสาเหตุที่ของอาการนี้ที่พบได้บ่อย มีดังนี้ครับ

1.การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ 
พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายครับ ในโรคนี้อาจมีอาการปวดท้องและปวดเวลาปัสสาวะร่วมด้วย ปัสสาวะมักมีสีเข้มหรือขุ่นผิดปกติไป สาเหตุเกิดจากติดเชื้อแบคทีเรียครับ หมอแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะและรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะครับ

2.ต่อมลูกหมากโต 
ในชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป  ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ใต้ต่อกระเพาะปัสสาวะจะขยายขนาดมากขึ้น สามารถกดทับบริเวณท่อปัสสาวะได้ ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย แต่ออกในปริมาณน้อย ร่วมกับมีปัสสาวะกระปริดกระกรอย ไม่เป็นสาย และยังต้องออกแรงเบ่งปัสสาวะมาก หากมีปัญหาข้างต้น ท่านมีความเสี่ยงต่อโรคต่อมลูกหมากครับ

3.ตั้งครรภ์ 
สาเหตุเกิดจากมดลูกที่โตขึ้นสามารถกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นได้

4.ภาวะเบาหวาน 
 เนื่องจากร่างกายของเราจำเป็นต้องขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการถ่ายปัสสาวะบ่อยขึ้นครับ ในสมัยก่อนนั้น อาจารย์หมอมักเล่าให้ฟังว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมาพบแพทย์เนื่องจากมีมดมาตอมปัสสาวะเลยละครับ และทำให้เป็นที่มาของชื่อโรค เบา(ฉี่)-หวาน นั่นเอง

5.การรับประทานเครื่องดื่มชา กาแฟ และแอลกอฮอล์
สำหรับมนุษย์ออฟฟิต สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นคือ การดื่มกาแฟ บางคนดื่มวันละแก้ว บางคนติดมากดื่มเช้ากลางวันเย็นก็มี ให้ผู้อ่านลองสังเกตุว่าหลังจากดื่มชาหรือกาแฟในเวลาบ่าย ท่านจะมีอาการปัสสาวะบ่อยผิดปกติ นั่นเกิดจากสารคาเฟอีนในกาแฟครับ หากท่านมีการถ่ายปัสสาวบ่อยรบกวนชีวิตประจำวัน หมอแนะนำให้ลดเครื่องดื่มจำพวกนี้ครับ

จากประสบการณ์ หมอพบว่าสาเหตุของการปัสสาวะบ่อยมักเกิดจาก 5 สาเหตุข้างต้นครับ อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่พบได้รองลงมา คือ ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติ และ มะเร็งในทางเดินปัสสาวะ ครับ

อาการปัสสาวะบ่อยอาจไม่ใช่ว่าดื่มน้ำมากๆเท่านั้นนะครับ อาจมีปัญหาสุขภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ได้หลายสาเหตุเลย หากท่านหรือคนใกล้ตัวมีปัญหานี้ ควรมาปรึกษาแพทย์นะครับ ^^



วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560

ทำอย่างไรเมื่อมีอาการเจ็บคอ?

อาการเจ็บคอ ไอ ระคายคอ เป็นอาการยอดฮิตในฤดูหนาวซึ่งสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง หากผู้อ่านมีคำถามว่าจะดูแลตัวเองอย่างไรดี เมื่อต้องทำงานและไม่มีเวลาไปพบแพทย์ วันนี้ผมมีคำแนะนำมาฝากครับ

อย่างแรก คือ ลองมารู้จักกับกายวิภาคในลำคอคร่าวๆก่อนครับ โดยลองส่องในคอของตนเองดูครับ ต้องบอกเลยว่าการจะส่องในคอของตนเองเพื่อดูในลำคอและต่อมทอนซิลแต่ละคนอาจจะส่องเห็นไม่เหมือนกันครับ บางคนอาจเห็นแค่ลำคอด้านบน แต่บางคนสามารถเห็นได้ชัดเจนด้วยตัวเองเลยทีเดียวครับ

 ซึ่งกายวิภาคอย่างคร่าวๆที่หมอต้องการให้ทราบอย่างง่ายๆ คือ ทุกท่านรู้จักลิ้นไก่(uvular)ที่ห้อยอยู่ต่อจากเพดานปากใช่มั้ยครับ ด้านหลังสุดต่อไปคือ ลำคอ(pharynx) และ ด้านข้างของลำคอจะมีก้อนอยู่สองก้อนสีแดงๆ คือ ต่อมทอนซิล(Tonsil)นั่นเองครับ อธิบายจากภาพนะครับ






เมื่อรู้จักกายวิภาคโดยคร่าวแล้ว ให้ลองสังเกตลักษณะของลำคอของผู้อ่านเอง โดยหากใน ลำคอและทอนซิลมีลักษณะบวมแดง นั่นคือลักษณะของการอักเสบจากเชื้อไวรัสครับ สำหรับการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียมักจะพบว่ามีจุดหนองที่ต่อมทอนซิล อาจมีลิ้นไก่บวมแดงด้วยครับ 




โดยสำหรับการอักเสบจากเชื้อไวรัสสามารถหายเองได้ภายในไม่กี่วัน ที่ผู้อ่านต้องทำ คือ การรักษาตามอาการครับ นั่นคือ การทานยาลดไข้ ลดอาการปวด และอาจต้องทานยาลดอการไอแยาลดน้ำมูกร่วมด้วยหากมีอาการ และควรเลือกจิบน้ำอุ่นและทานอาหารอ่อนที่ไม่ระคายเคืองต่อลำคอครับ ซึ่งโรคคออักเสบจากเชื้อไวรัสมักดีขึ้นภายใน 4-5 วันครับ

แต่หากท่านสงสัยว่าท่านมีการติดเชื้อแบคทีเรีย หมอแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาครับ โดยอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะต่อไป  นอกจากนี้ หากผู้อ่านมีอาการหายใจลำบาก คลำได้ก้อนที่ลำคอ อ่อนเพลียทานอาหารได้น้อย หรือไอเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ แนะนำให้ไปรับการตรวจโดยแพทย์ครับ

ช่วงนี้อุณหภูมิลดต่ำ ขอให้ผู้อ่านดูแลรักษาสุขภาพด้วยนะครับ ^^

ภาพประกอบ จาก 
1.บทความ Pharynx - function,anatomy,picture, disorders by jan mondric
2.บทความ Tonsilitis by James miers
3.http://www.sayahh.com/sorethroatguide

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คุมกำเนิดแบบหลั่งนอกจะท้องไหมครับ

จะท้องไหม? ถ้าทำแบบนี้กับแฟน เป็นคำถามที่หมอเจอบ่อยมากๆในโซเชี่ยลเนตเวิร์คครับ วันนี้หมอได้เขียนบทความเพื่อตอบข้อสงสัยให้คู่รักหลายๆคู่ครับ

ขอเริ่มต้นจากหลักพื้นฐานในการตั้งครรภ์ครับ นั่นคือต้องเกิดจากการร่วมเพศระหว่างชายและหญิงจริงๆ นั้นคือ สรีระภายในของทั้งคู่มีความเป็นชายและหญิงโทยแท้ คือชายต้องมีอัณฑะซึ่งสร้างอสุจิและหญิงต้องมีรังไข่ครับ ดังนั้น การร่วมเพศ ระหว่างเพศเดียวกันไม่สามารถทำให้ท้องได้ครับ

การตั้งครรภ์จะเริ่มต้นเมื่อมีการผสมของอสุจิและรังไข่ครับ ซึ่งเกิดจากการหลั่งอสุจิในช่องคลอดขณะที่มีการสอดใส่ในระหว่างการร่วมรัก ดังนั้น หากไม่มีการสอดใส่อวัยวะเพศชายในอวัยวะเพศหญิงไม่ทำให้ตั้งครรภ์ได้ครับ

หมอขอพูดถึง การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติที่คู่รักหลายคู่มักมีปัญหาคาใจถึงความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ คือ การหลั่งนอก และ การนับวันไข่ตก ครับ

เมื่อพูดถึงการหลั่งนอก เป็นการคุมกำเนิดที่มีมาอย่างยาวนานครับ แต่เป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับกับวิธีอื่นที่ใช้ในปัจจุบัน แต่มีข้อดีคือประหยัดเท่านั้นเองครับ ซึ่งจากการศึกษา พบว่าคู่รักที่มักหลั่งนอกได้ถูกวิธี ใน 100 คู่ จะพบการตั้งครรถ์ได้ 4 คู่  แต่ถ้าหากว่าทำผิดวิธีจะทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ถึง 25% เลยครับ 

ดังนั้น หากเลือกวิธีนี้แล้ว ฝ่ายชายควรมีประสบการณ์พอสมควรที่จะรู้สึกได้ว่าใกล้จะมีการหลั่ง ให้ยุติการสอดใส่และสามารถหลั่งภายนอกอวัยวะเพศหญิง

หนึ่งข้อเท็จจริงที่สำคัญ คือ แม้ว่าจะยังไม่มีชายจะยังไม่หลั่งน้ำอสุจิแต่ตัวอสุจิสามารถค้างอยู่ในท่อปัสสาวะได้และสามารถเข้าสู่ช่องคลอดได้ตลอดระยะเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ครับ

โดยสรุป คือ การหลั่งนอก แม้จะทำได้ถูกวิธีจากคู่ที่เชียวชาญแล้ว ยังมีโอกาสท้องได้ครับ นอกจากนี้ ยังไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆได้เลยครับ

สำหรับคู่รักที่นิยมใช้วิธีนี้ หมอขอแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยด้วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดและป้องกันโรคครับ 

สำหรับอีก 1 วิธีคุมกำเนิดซึ่งใช้กันบ่อยมากอีกหนึ่งวิธี คือ การนับวันตกไข่ หมอจะมาเล่าให้ฟังในคราวหน้านะครับ

ขอบคุณครับ ^^

Credit : www.plannedparenthood.org

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ออกกำลังอย่างไรให้มีน่องขาเรียวเล็ก?

สำหรับการมีน่องขาที่เรียวเล็ก ไม่ปูปโปน และกระชับได้สัดส่วน  น่าจะเป็นความฝันของสาวๆหลายคนที่มีใจรักการออกกำลังกาย ในวันนี้ผมมีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกันครับ

อย่างหนึ่งเลย ต้องเข้าใจก่อนว่าส่วนน่องของเรานั้นประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อน่องซึ่งปกคลุมด้วยชั้นไขมันอีกชั้นหนึ่งครับ ดังนั้น การที่มีน่องใหญ่นั้นจึงเกิดได้จากสองสาเหตุหลักๆ คือ 1.มีกล้ามเนื้อที่หนาขึ้น หรือ 2.มีการสะสมไขมันมากขึ้น

สิ่งที่เข้าใจผิดกันมาก คือ การวิ่งนั้นจะทำให้มีกล้ามขาที่ใหญ่ขึ้นหรือไม่?  สำหรับเรื่องนี้เป็นความจริงเพียงส่วนเดียวครับ กล่าวคือ การใช้งานกล้ามเนื้อหากทำในระดับหนึ่งสามารถทำให้กล้ามเนื้อเกิดการขยายขนาดขึ้นได้ (calf hyper trophy) แต่อย่างไรก็ดีการขยายขนาดนั้นยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการฝึก รวมไปถึงโปรตีนทดแทนที่รับประทานต่อวันด้วย จึงจะทำให้กล้ามขาบริเวณน่องมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างชัดเจนครับ 

โดยปกติคุณผู้หญิงที่ไม่ได้ออกกำลังที่มีแรงต้านกล้ามเนื้อน่อง เช่น การเล่นเวทเทรนนิ่ง กีฬาปีนหน้าผา  การปั่นจักรยานทางไกล หรือเล่นกีฬายกน้ำหนัก รวมทั้งไม่ได้บริโภคโปรตีน เป็นไปได้ยากที่จะมีกล้ามเนื้อน่องปูดโปนเหมือนนักกล้ามนะครับ

เทคนิคการลดขนาดของน่องขานั้น หลักๆคือ ต้องลดการสะสมไขมัน เบิร์นไขมันสะสม และงดการใช้กล้ามเนื้อน่องครับ ซึ่งขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของแต่ละบุคคลอีกด้วย

1.Squat การออกกำลังในท่านี้เป็นหนึ่งในท่าเบสิคที่ดีที่สุดในการกระชับสัดส่วนด้านล่างของลำตัว คือต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง กล้ามเนื้อน่อง และหน้าท้อง ทั้งยังสามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และทำได้ที่บ้าน โดยเริ่มจากการยืนตรงตัวฝ่าเท้าห่างกันตามแนวสะโพก จากนั้นย่อตัวลงนั่งงอเข่าให้ก้นยื่นไปด้านหลังและลำตัวไปด้านหน้าทำมุม 45 องศากับพื้น หัวเข่าไม่เลยไปจากปลายเท้า จากนั้นเหยียดเข่าตัวตรงกลับมาในท่าเดิม เริ่มต้นทำวันละ 3-4 เซท เซทละ 12-15 ครั้ง

2.ว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังแบบคาดิโอที่หมอแนะนำครับ ซึ่งบริหารร่างกายได้หลายจุดโดยไม่มีแรงกระแทกและแรงต้าน ทั้งยังเหมาะกับผู้อ่านที่มีปัญหาปวดข้อเข่าด้วยครับ

3.งดการสวมใส่ส้นสูง การยืนเขย่งนานๆ หรือการใช้กล้ามเนื้อขาทำงานเป็นเวลานาน ซึ่งเชื่อว่าอาจทำให้กล้ามน่องขึ้นได้ครับ

4.การวิ่งบนทางราบ หากผู้อ่านเป็นผู้รักในการวิ่ง ผมแนะนำให้วิ่งบนทางราบที่ไม่มีเนินเพื่อลดแรงต้านต่อกล้ามเนื้อครับ

5. งดทานแป้ง ขนมเบเกอรี่ สำหรับข้อนี้ตรงไปตรงมาที่สุด คือการลดไขมันที่จะไปสะสมในจุดต่างๆของร่างกาย แต่อาจทำได้ยากที่สุดหรับคุณผู้หญิงครับ ^^

สำหรับทั้ง 5 ข้อนี้เป็นวิธีง่ายๆซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้โดยแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเลยครับ ทั้งยังดีต่อสุขภาพของผู้อ่านอีกด้วย ฝากให้นำไปปรับใช้กันนะครับ 


วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อยากรู้ไหม คุณหมอเขียนอะไรในใบสั่ง?

หลายครั้งที่ผมบันทึกเวชระเบียนขณะตรวจผู้ป่วย บ้างครั้งผู้ป่วยก็มีอ่านตาม มีชะเง้อมาดูบ้าง บางครั้งก็ถาม "คุณหมอครับ คุณหมอตรวจเจอหรือสั่งยาอะไรบ้างครับ"  เชื่อว่า หลายท่านที่ไปพบแพทย์ก็เคยสงสัยว่าคุณหมอเขียนอะไรบ้างในบันทึกการตรวจ

แน่นอนว่าผู้ป่วยสามารถถามคุณหมอโดยตรงเลยครับ ว่าคุณหมอบันทึกข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเองบ้าง แต่สำหรับคนที่ขี้อายหรือขี้เกียจถาม แต่อยากรู้คุณหมอเขียนอะไรหนอ ตัวย่ออะไรเต็มไปหมดเลย หมอมีทริคเล็กๆสำหรับคนที่อยากเข้าใจการบันทึกเวชของแพทย์มากขึ้นครับ

ส่วนใหญ่แพทย์จะบันทึกเวชระเบียน 2 ส่วน คือ ส่วนของการซักประวัติตรวจร่างกาย และ ส่วนของการรักษา ครับ อย่างไรก้ดีการบันทึกเวชระเบียนมีวามแตกต่างกันในแต่ละสถานบริการและแพทย์ครับ

CC (chief complaint) คือ อาการหลักที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ มักบันทึกอาการเพียงอาการเดียว และ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการว่าเป็นมานานแค่ไหน อาจเป็นวัน สัปดาห์ เดือน หรือเป็นปีก็มีครับ

PI (present illness) คือ อาการป่วยในปัจจุบัน เป็นส่วนที่แพทย์จะลงประวัติต่างๆหรือรวบรวมรายละเอียดของอาการป่วยหลักที่นำผู้ป่วยมาครับ

Hx (past history) คือ ประวัติความเจ็บป่วยในอดีต  ประวัติการผ่าตัด และประวัติการแพ้ยา

U/D (underlying disease) คือ ประวัติโรคประจำตัวของผู้ป่วย

จะเห็นได้ว่าประวัติการป่วยของผู้ป่วยทุกข้อที่กล่าวมา มีความสำคัญอย่างมากบันทึก และนำไปสู่การวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาครับ 

PE (physical examination) คือ การลงข้อมูลการตรวจร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่มีแยกออกไปอีกหลายระบบ เช่น ระบบหูคอจมูก ระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

Dx (diagnosis) คือ การวินิจฉัยโรค ว่าคุณหมอสันนิษฐานว่าผู้ป่วยป่วยจากโรคใด

Rx (Treatment) คือ การรักษาซึ่งรวมถึงการทำหัตถการหรือการรักษาด้วยยา

HM (home medication) คือ ยาที่สั่งให้แก่ผู้ป่วยกลับบ้าน โดยแพทย์จะบันทึกชื่อยาและขนาด ตามด้วยวิธีการทาน และจำนวนเม็ดที่สั่ง

ทั้งหมด คือ ตัวย่อที่คุณหมอใช้บ่อยๆในการบันทึกครับ เชื่อว่าถ้าผู้อ่านได้รับการตรวจบ่อยๆต้องเคยเห็นผ่านตาบ้างอย่างแน่นอนครับ อย่างไรก้ดี หากผู้อ่านมีข้อสงสัยในการตรวจรักษาของแพทย์ อย่าลังเลที่จะเอ่ยถามคุณหมอเจ้าของไข้โดยตรงนะครับ คุณหมอทุกท่านจะได้ตอบคลายข้อสงสัยให้อย่างชัดเจนเลยครับ

ยังมีตัวย่ออีกหลายๆแบบในคำสั่งการรักษาของแพทย์นะครับ สำหรับวันนี้ผมได้แนะนำในตัวย่อหลักๆที่ใช้กันบ่อยๆ หากผู้อ่านเคยเจอตัวย่อตัวไหนแล้วมีข้อสงสัยนำมาแชร์กันนะครับ

แก้ปัญหาหลับยากด้วย sleep hygiene

สำหรับผู้อ่านที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ หลับยาก หลับไม่สนิท หรือตื่นนอนแล้วยังรู้สึกว่าหลับไม่เพียงพอแม้ว่าทั้งวันจะหลับมาหลายชั่วโมงแล้ว

วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ หมอขอแนะนำให้รู้จักกับ หลักสุขบัญญัติเพื่อการนอนหลับ หรือ Sleep hygiene ซึ่งช่วยในการปรับวงจรการนอนหลับนั้นเกิดเป็นเวลามากขึ้นและทำให้เราตื่นมาในวันถัดไปอย่างสดใสมากขึ้นครับ


1.ตั้งเวลาเข้านอน และ ตื่นให้ตรงเวลา เช่น 22.00 น. และตื่นใน 7.00 น. เป็นการตั้งวงจรการนอนหลับของเราให้สม่ำเสมอ หากผู้อ่านมีงานประจำที่ต้องทำกะดึกหรือการเข้าเวร ก็ต้องตั้งเวลานอนที่เหมาะสมกับชีวิตประจำวันของเราครับ

2.งดการเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน รวมไปถึงคอมพิวเตอร์หรือกิจกรรมอื่นๆบนเตียง นอกจากการนอนและsexครับ

3.งดการนอนกลางวัน การนอนที่อยู่นอกเหนือเวลาที่เรากำหนดไว้ หากระยะเวลานานเกินไปจะทำให้การเข้านอนในตอนกลางคืนของเรายากขึ้นครับ

4.งด กาแฟ ชา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนเวลานอน 6 ชั่วโมง การบริโภคคาเฟอีนทำให้เราหลับได้ยากขึ้นครับ อาจต้องพลิกตัวไปมาหลายตลบเลยกว่าจะผู้อ่านจะเคลิ้มหลับไป

5.ไม่ติดนาฬิกาในห้องนอน , รวมไปถึงการติดเครื่องประดับห้องที่มีเสียงหรือแสงกระพริบ ซึ่งรบกวนการนอนหลับสนิทของเรา

6.จัดการกับความเครียด ผู้อ่านหลายท่านเมื่อล้มตัวบนเตียงแล้วจะนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งวัน มาคิดทบทวนอีกครั้ง เป็นเหตุให้ใช้เวลาก่อนนอนมากขึ้นหรืออาจไม่ได้หลับเลย หมอแนะนำให้ก่อนนอนจัดการกับความเครียดด้วยการจิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ฟังเพลงผ่อนคลาย หรือนั่งสมาธิ เมื่อเริ่มเคลิ้มจะหลับก็ให้เข้านอนครับ

7.ออกกำลังเบาๆก่อนนอน เช่น เดินช้าๆและยืดกล้ามเนื้อสักประมาณ 20 นาที ทั้งนี้ ก่อนเข้านอนไม่ควรทำกิจกรรมหนักๆหรือหักโหม ให้ทำในเวลาเย็นหรือเช้าจะดีที่สุดครับ

ทั้ง 7 ข้อเป็นหลักง่ายๆในการช่วยปรับวงจรการนอนของผู้อ่านครับ ลองนำไปปรับใช้ดู ได้ผลดีอย่างไรนำมาแชร์กันนะครับ ^^


วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เมื่อคนใกล้ตัวเป็น ไบโพล่า

"ไบโพล่า คืออะไร" "อะไรคือไบโพล่า" "เป็นแล้วจะหายมั้ย"

เมื่อคนใกล้ตัวมีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวเศร้า เกิดคำถามในใจ "เอ๊ะ? เป็นไบโพล่าหรือเปล่าเธอ" 

วันนี้ผมมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเด็นนี้มาฝากครับ

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจ้งก่อนว่า Bipolar disorder  หรือ ที่ผู้อ่านเรียกสั้นๆว่า ไบโพล่า  เป็น โรคทางจิตเวชแบบหนึ่งซึ่งเกิดจากการหลั่งสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ เป็น"โรค"นะครับ ไม่ใช่นิสัยของผู้ป่วยแต่อย่างใด ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้เมื่อได้รับการดูแลจากแพทย์ สำหรับอาการของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการ คือ มี 2 อารมณ์เกิดขึ้นสลับกัน 1.อารมณ์ซึมเศร้า (depression) และ 2.อารมณ์คึกคัก (mania) ที่มีความสนุกสนานและมีความคิดพลุ่งพล่าน มีอารมณ์ในสองลักษณะนี้สลับกันไปหรือมีอารมณ์ปกติคั่นบ้างครับ

ขอเน้นอีกครั้งครับ ว่าโรคนี้เป็นแล้วสามารถหายได้ และ สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติ

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อพบคนใกล้ตัวเป็นไพโล่า เราควรทำอย่างไร? 

1. พบแพทย์
 เมื่อสงสัยว่าคนใกล้ตัวของท่านมีอาการเข้ากับโรคไบโพล่า ควรไปพบแพทย์ครับ  ซึ่งมีทั้งการรักษาด้วยยาและคำแนะนำในการปฎิบัติตัวแก่ผู้ป่วย ควรไปพบแพทย์พร้อมญาติและคนใกล้ตัว ซึ่งบุคคลที่ดูแลผู้ป่วยนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากที่จะทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นหรือแย่ลงครับ

2. เข้าใจและให้กำลังใจ 
เข้าใจถึงอารมณ์และการกระทำของผู้ป่วยนั้นเกิดจากตัวโรค ไม่ได้เกิดจากนิสัยของผู้ป่วยครับ การอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้การรักษานั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

3. เรียนรู้และปรับตัว
เรียนรู้อาการในแบบของคนใกล้ตัว ซึ่งมีสองแบบคืออาการในช่วง mania และ depression ซึ่งแต่ละคนแสดงออกมาไม่เหมือนกัน ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการอย่างไรและเราก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเค้าได้ในสภาวะนั้นๆ รวมทั้งหากมีอาการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง เราจะรับรู้ได้เร็วและนำผู้ป่วยไปพบแพทย์เร็วครับ

4. เฝ้าระวังภาวะที่เสี่ยงอันตรายของผู้ป่วย
ในทั้งสองอารมณ์ของผู้ป่วย นำมาซึ่งอันตรายได้ครับ ในอารมณ์ซึมเศร้า ผู้ป่วยจะอ่อนไหวง่าย ร้องไห้บ่อย ทำกิจกรรมต่างๆเชื่องช้า ที่ร้ายที่สุดคือ นำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ครับ ในส่วนอารมณ์mania การตัดสินใจมักจะไม่รอบคอบและผิดพลาดได้ง่าย อาทิ การเกิดอุบัติเหตุ การตัดสินใจทางการเงินฟุ่มเฟือย การเล่นพนัน เป็นต้น 

5. ลดภาวะเครียด 
การลดภาวะเครียดของคนไข้ซึ่งอาจจะไปสู่การทำให้อาการของโรคเลวลง อาจะทำได้หลายวิธีครับ หากิจกรรมที่ผู้ป่วยชอบและสนุกไปกับมันแล้วลงมือทำร่วมกัน และให้ผู้ป่วยหลับสนิทและพักผ่อนให้เพียงพอ

6. อย่าให้ผู้ป่วยขาดยา
การปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมองต้องใช้การรักษาด้วยยาเป็นหลัก หากผู้ป่วยขาดยาแล้วจะทำให้อาการของโรคคุมไม่ได้ครับ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดควรประเมินโดยตลอดให้แน่ใจว่าผู้ป่วยทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอครับ 

สำหรับการดูแลผู้ป่วยไบโพล่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับคนที่เรารักใช่ไหมครับ หมอขอเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วย ญาติ และคนใกล้ชิดด้วยครับ ^^