วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เมื่อคนใกล้ตัวเป็น ไบโพล่า

"ไบโพล่า คืออะไร" "อะไรคือไบโพล่า" "เป็นแล้วจะหายมั้ย"

เมื่อคนใกล้ตัวมีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวเศร้า เกิดคำถามในใจ "เอ๊ะ? เป็นไบโพล่าหรือเปล่าเธอ" 

วันนี้ผมมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเด็นนี้มาฝากครับ

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจ้งก่อนว่า Bipolar disorder  หรือ ที่ผู้อ่านเรียกสั้นๆว่า ไบโพล่า  เป็น โรคทางจิตเวชแบบหนึ่งซึ่งเกิดจากการหลั่งสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ เป็น"โรค"นะครับ ไม่ใช่นิสัยของผู้ป่วยแต่อย่างใด ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้เมื่อได้รับการดูแลจากแพทย์ สำหรับอาการของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการ คือ มี 2 อารมณ์เกิดขึ้นสลับกัน 1.อารมณ์ซึมเศร้า (depression) และ 2.อารมณ์คึกคัก (mania) ที่มีความสนุกสนานและมีความคิดพลุ่งพล่าน มีอารมณ์ในสองลักษณะนี้สลับกันไปหรือมีอารมณ์ปกติคั่นบ้างครับ

ขอเน้นอีกครั้งครับ ว่าโรคนี้เป็นแล้วสามารถหายได้ และ สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติ

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อพบคนใกล้ตัวเป็นไพโล่า เราควรทำอย่างไร? 

1. พบแพทย์
 เมื่อสงสัยว่าคนใกล้ตัวของท่านมีอาการเข้ากับโรคไบโพล่า ควรไปพบแพทย์ครับ  ซึ่งมีทั้งการรักษาด้วยยาและคำแนะนำในการปฎิบัติตัวแก่ผู้ป่วย ควรไปพบแพทย์พร้อมญาติและคนใกล้ตัว ซึ่งบุคคลที่ดูแลผู้ป่วยนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากที่จะทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นหรือแย่ลงครับ

2. เข้าใจและให้กำลังใจ 
เข้าใจถึงอารมณ์และการกระทำของผู้ป่วยนั้นเกิดจากตัวโรค ไม่ได้เกิดจากนิสัยของผู้ป่วยครับ การอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้การรักษานั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

3. เรียนรู้และปรับตัว
เรียนรู้อาการในแบบของคนใกล้ตัว ซึ่งมีสองแบบคืออาการในช่วง mania และ depression ซึ่งแต่ละคนแสดงออกมาไม่เหมือนกัน ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการอย่างไรและเราก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเค้าได้ในสภาวะนั้นๆ รวมทั้งหากมีอาการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง เราจะรับรู้ได้เร็วและนำผู้ป่วยไปพบแพทย์เร็วครับ

4. เฝ้าระวังภาวะที่เสี่ยงอันตรายของผู้ป่วย
ในทั้งสองอารมณ์ของผู้ป่วย นำมาซึ่งอันตรายได้ครับ ในอารมณ์ซึมเศร้า ผู้ป่วยจะอ่อนไหวง่าย ร้องไห้บ่อย ทำกิจกรรมต่างๆเชื่องช้า ที่ร้ายที่สุดคือ นำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ครับ ในส่วนอารมณ์mania การตัดสินใจมักจะไม่รอบคอบและผิดพลาดได้ง่าย อาทิ การเกิดอุบัติเหตุ การตัดสินใจทางการเงินฟุ่มเฟือย การเล่นพนัน เป็นต้น 

5. ลดภาวะเครียด 
การลดภาวะเครียดของคนไข้ซึ่งอาจจะไปสู่การทำให้อาการของโรคเลวลง อาจะทำได้หลายวิธีครับ หากิจกรรมที่ผู้ป่วยชอบและสนุกไปกับมันแล้วลงมือทำร่วมกัน และให้ผู้ป่วยหลับสนิทและพักผ่อนให้เพียงพอ

6. อย่าให้ผู้ป่วยขาดยา
การปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมองต้องใช้การรักษาด้วยยาเป็นหลัก หากผู้ป่วยขาดยาแล้วจะทำให้อาการของโรคคุมไม่ได้ครับ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดควรประเมินโดยตลอดให้แน่ใจว่าผู้ป่วยทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอครับ 

สำหรับการดูแลผู้ป่วยไบโพล่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับคนที่เรารักใช่ไหมครับ หมอขอเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วย ญาติ และคนใกล้ชิดด้วยครับ ^^

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

5 Tricks สลายพุงกะทิเป็นหน้าท้องแบนราบ

ในทุกวันนี้ ไม่ว่าหญิงหรือชายมีแนวโน้มที่จะดูแลรูปร่างของตนเองมากขึ้น การมีรูปร่างที่ได้สัดส่วนนอกจากจะมีความสวยงามแล้วยังบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีของคนๆนั้นด้วยครับ หนึ่งสิ่งที่หลายคนต้องการคือการจัดการไขมันที่สะสมตามจุดต่างๆของร่างกาย และจุดที่หมอเชื่อว่าผู้อ่านมีความกังวลมากจุดหนึ่ง คือ ไขมันบริเวณหน้าท้อง หรือที่เราเรียกกันว่า พุง นั่นเองครับ
โดยไม่ว่าคุณจะมีหน้าท้องที่แบนราบแค่ไหน แต่ทุกๆคนมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องครับ ซึ่งการสะสมของไขมันในจุดนี้ หากมากเกินไป นอกจากไม่สวยงามแล้วยังส่งผลถึงสุขภาพอีกด้วย วันนี้หมอมีคำแนะนำเพื่อให้ทุกท่านลองนำไปใช้เพื่อสลายพุงกันครับ

1. การออกกำลังกายแบบคาดิโอ
ข้อนี้เชื่อว่าทุกท่านคงพอทราบกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การวิ่งเหยาะ หรือกิจกรรมใดๆที่ทำให้ชีพจรของผู้อ่านเต้นเร็วมากขึ้น ช่วยในการเผาพลาญไขมันในทุกๆจุดของร่างกายครับ แนะนำว่าควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ ก็ถือว่าเป็นอันใช้ได้

2. แพลงกิ้ง
การออกกำลังกายในท่าแพลงกิ้ง หรือท่าบริหารหน้าท้องนั้นทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องของผู้อ่านแข็งแรงขึ้นส่งผลให้รูปทรงหน้าท้องของผู้อ่านมีความกระชับมากขึ้นครับ สำหรับการฝึกท่านี้  เริ่มจาก การนอนคว่ำหน้าลง โงอข้อศอกทั้งสองข้างขึ้นตั้งชันไว้กับพื้น ดันตัวขึ้นเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง สะโพก ต้นขา และบั้นท้าย ปลายเท้าตั้งขึ้นเพื่อพยุงลำตัว ให้ลำตัวเป็นเส้นตรงขนานอยู่เหนือพื้น หากผู้อ่านทำเป็นครั้งแรก อาจเริ่มจากระยะเวลา 20 วินาทีจากนั้น ในวันถัดไปให้ยืดเวลานานออก 5-10 วินาทีไปได้เรื่อยๆครับ 5-6 วันต่อสัปดาห์ อย่าลืมที่จะมีวันพักเพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการซ่อมแซมตนเองด้วยครับ

3.งดของหวานของมัน
เป็นหลักการที่ตรงไปตรงมามากครับ มีคำกล่าวที่ว่า "you are what you eat" หากท่านไม่ต้องการหุ่นที่เต็มไปด้วยไขมันส่วนเกินแล้วละก้ ก็ควรลดละเลิกอาหารประเภทแป้งและไขมันเพื่อลดการสะสมในจุดต่างๆของร่ายกายครับ อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลในของหวานหรือขนมทานเล่นต่างๆที่รับประทานเข้าไป หากไม่ได้ใช้พลังงานในส่วนนี้ก็จะกลายเป็นไขมันสะสมตามร่างกาย กลายมาเป็นพุ่งกะทิ นั่นเอง

4.นอนหลับให้เพียงพอ
เป็นข้อที่ง่ายที่สุดเลยทีเดียว แค่เรานอนหลับให้เพียงพอ ในเวลา  6-7 ชั่วโมงต่อวัน ก็มีส่วนช่วยให้ร่างกายมีการสะสมไขมันลดลงครับ

5.ฝึกจัดการกับความเครียด
ในแต่ละวัน ร่างกายมีการสะสมไขมันเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่นเดียวกับความเครียด และการบริหารจัดการความเครียดของแต่ละคนนั้นส่งผลต่อการสะสมไขมันที่มากขึ้น วิธีง่ายๆที่หมอแนะนำในการรับมือความรู้สึกแย่ในแบบต่างๆ คือ การออกกำลังกาย ครับ ซึ่งได้ผลดีสองต่อเลย ทั้งลดความอ้วนและความเครียดครับ

หวังว่าทุกท่านคงนำทริคเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อสร้างหุ่นเฟิร์มๆกันนะครับ 5 ข้อที่ผ่านมาเป็นเพียงทริคระดับ easy level เท่านั้นเอง ทั้งหมดนี้หมอเชื่อว่าเอาไปปรับใช้กันได้ไม่ยาก ในคราวหน้าหมอจะเตรียมทริคในระดับที่ยากขึ้นมาฝากในภาค 2 นะครับ ^^




ว่าแล้วหมอก็ขอตัวไปทำแพลงกิ้งลดพุงก่อนนะครับ ^^
Credit : www.webmd.com

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ผมเสี่ยงติดเชื้อ HIV หรือเปล่าครับ ?


"ในขณะนี้ มี36.7 ล้านคนทั่วโลกติดเชื้อ HIV และ 40% ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ"

ฟังแล้วน่ากลัวทีเดียวครับสำหรับหนุ่มสาวๆทุกท่าน

 วัยรุ่นนั้นเป็นวัยแห่งเรียนรู้และการลองผิดลองถูกโดยธรรมชาติ เรื่อง Sex เองก็เป็นหนึ่งในนั้น ในปัจจุบันเรื่องของ Safe sex มีการเผยแพร่ในหลายๆช่องทางมากขึ้น ทำให้วัยรุ่นมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์และHIV มากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าหลายท่านยังรู้จักโรคนี้เพียงผิวเผิน ยังไม่ทราบว่า โรคเอดส์และHIVนี้มันคืออะไร มันติดกันอย่างไร และตัวเรานั้นมีความเสี่ยงหรือไม่

ผมขออธิบายโดยเริ่มจากว่า HIV นั้นเป็นไวรัสตัวหนึ่งครับ ซึ่งหากมีการติดเชื้อไวรตัวนี้แล้ว จะมีอาการแสดงได้หลายระยะ ตั้งแต่ ไม่มีอาการเลย เริ่มมีอาการ จนไปถึงมีอาการเต็มขั้นและเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง(AIDs) หรือเรียกว่าเอดส์ที่ผู้อ่านทราบกันดีครับ โดยความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV มีดังนี้ครับ

1.เพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน

เป็นสาเหตุของการติดเชื้อมากที่สุด โดยเชื้อHIVสามารถผ่านจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง เมื่อของเหลวจากร่างกายผู้ที่มีเชื้อ อันได้แก่ เลือด น้ำคัดหลั่ง น้ำอสุจิ หรือน้ำนม เข้าสู่บาดแผลของอีกคนหนึ่งกระแสเลือด และเยื่อบุอ่อน(ช่องคลอด อวัยยวะเพศชาย ทวารหนัก และช่องปาก)


 ในกลุ่มเกย์และชายไบเซ็กช่วลเป็นกลุ่มที่พบการติดเชื้อมากขึ้นครับ โดยการร่วมเพศทางทวารหนักมีความเสี่ยงมาเป็นอันดับที่หนึ่ง โดยที่ฝ่ายรับ (Bottom) มีความเสี่ยงมากกว่าฝ่ายรุก (Top) รองลงมาคือการร่วมเพศทางช่องคลอด สำหรับการติดเชื้อจากการร่วมเพศทางปาก (Oral sex) พบว่ามีโอกาสน้อยมากๆ แต่ในทางทฤษฏีเชื่อว่า มีการติดเชื้อได้หาก ผู้ติดเชื้อ HIV หลั่งอสุจิในปากของอีกฝ่ายครับ


2.การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

ในเข็มฉีดยาที่ผ่านการใช้งานมาแล้วไม่สามารถทราบได้เลยว่านำไปใช้งานกับบุคคลที่ติดเชื้อ HIV หรือไม่ พบได้ในคลินิคที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ผู้อ่านที่รักในการสักทุกท่าน ควรระมัดระวังร้านสักที่ไม่ได้คุณภาพที่นำเข็มเก่ามาใช้ต่อ โดยเชื้อ HIV นั้นสามารถมีอยู่ในเข็มได้นานถึง 42 วัน

ที่น่าเศร้าคือ มีรายงานถึงการพบการติดเชื้อในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อ HIV จากการถูกตำด้วยเข็มที่เจาะเลือดจากผู้ป่วยด้วยครับ


3.ลูกจากมารดาที่มีเชื้อHIV
ระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด และการให้นมของมารดาที่มีเชื้อ HIV สามารถทำให้เด็กติดเชื้อได้ ผู้ป่วยควรฝากครรภ์ให้เร็วที่สุดเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ทั้งนี้ แพทย์จะพิจารณาวางแผนการคลอดที่เหมาะสมที่สุด


อีกหนึ่งสิ่งที่มักเข้าใจผิดกันครับ นั่นคือ เชื้อ HIV ไม่อยู่ในน้ำลาย! รวมไปถึงเหงื่อและน้ำตาเช่นกัน นอกจากนี้เชื้อHIVไม่สามารถแพร่ผ่านทางการสัมผัส การกอด การใช้ห้องน้ำร่วมกัน และการใช้ภาชนะร่วมกัน รวมทั้งสัตว์เช่น ยุงและแมลงนั้น ไม่สามารถเป็นพาหะของ HIV ได้ครับ
หวังว่าผู้อ่านคงมีความเข้าใจต่อความเสี่ยงของติดเชื้อ HIV มากขึ้นนะครับ อย่าลืมนะครับ สิ่งสำคัญ คือ Safe sex นะครับ ^^

Credit : www.aid.gov

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ว่าด้วยเรื่อง Acnotin หรือยาสิวที่ทุกคนรู้จัก

ว่าด้วยเรื่อง Acnotin

ก่อนอื่นบอกเรยว่า เพจเราไม่แนะนำให้ทานยาตัวนี้เอง โดยไม่มีแพทย์สั่งนะครับ แต่ทุกวันนี้มันเกลื่อนมาก หาซื้อได้ง่ายมากๆ ยังไงถ้าริจะใช้ ขอให้รู้ไว้คร่าวๆ ก่อนนะครับ

1. ข้อห้ามของการใช้ Acnotin
- ห้ามใช้ขณะตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ ข้อนี้สำคัญมากนะคับ
- ผู้ใช้แพ้ Isotretanoin หรือ Vitamin A
- ห้ามทานร่วมกับ Vitamin A และ ยา Tetracycline
- ห้ามบริจาคเลือดจนกว่าจะหยุดยา 1 เดือน

2. ผลข้างเคียงจากการใช้
*ยาตัวนี้หลักการทำงานคือ ลดการผลิตต่อมไขมันใต้รูขุมขน ไม่เฉพาะบนใบหน้าแต่เป็นทุกๆจุด ดังนั้น ที่ตามมา คือ ความแห้ง !!
- ปากแห้ง ตาแห้ง พบบ่อยมากๆ ผิวหนังแห้งและลอก ไวต่อแสงแดด
- ตับอักเสบ เป็นสิ่งที่รุนแรงที่สุด จะมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง อาจมีไข้ ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วนน
- ภาวะไขมันในเลือดสูง
- มีอีกมากมายไปหาอ่านเองได้

3.ระยะเวลา
ไม่ควรเกิน 6 เดือน
และควรต้องตรวจการทำงานของตับและไขมันในเลือดเสมอๆ

4.ระวังของปลอม!!
ซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ดีที่สุด คือ จากแพทย์
(ซื้อในเนต 250-300 บาท แต่จากแพทย์ปลอดภัยและชัวที่สุด)

5.ข้อควรรู้อื่นๆ
- ในเดือนแรก อาจทำให้สิวเห่อมากขึ้นแล้วจะค่อยๆลดลงในเดือนถัดมา
-เชื่อว่า รับประทานหลังอาหารทันทีดีที่สุด
- ปริมาณที่เหมาะสม คือ 0.5 มก. / กก. / วัน
ถ้าคุณหนัก 40-50 กก. ใช้ เม็ด 20 มก. วันละครั้งก้อเกินพอพอแล้ว หากมากเกินกว่านั้นควรให้แพทย์สั่ง
- แนะนำเริ่มที่ เม็ด 10 มก. ต่อวัน ก่อน 2 เดือน
หากสิวลด จึงค่อยๆปรับยาลง เป็นวันเว้นวัน ในเดือน ที่ 3-4
และเป็น 2 เม็ด/สัปดาห์
- Acnotin และ Roaccutane เป็นชื่อการค้า หากจะหาข้อมูลเพิ่มเติม พิมพ์ Isotretanoin ซึ่งเป็นชื่อสามัญครับ

สุดท้ายย้ำกันอีกครั้งนะว่าไม่ควรทานกันเอง
*แต่ถ้าห้ามกันไม่ได้ ก้ขอให้เพื่อนๆศึกษาข้อมูลและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนด้วยนะครับ
*เพจนี้ไม่ขายยานะครับ

/Admin

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

5 สัญญาณอาการปวดศีรษะที่ต้องพบแพทย์

5 สัญญาณอาการปวดศีรษะที่ต้องพบแพทย์














หมอเชื่อว่า ผู้อ่านทุกๆท่านคงมีประสบการณ์เผชิญกับอาการปวดศีรษะมาก่อนเกือบทุกท่าน แต่ทราบหรือไม่ครับ ว่าสัญญาณใดที่ถือว่ามีความเร่งด่วนและต้องพบแพทย์เป็นการเร่งด่วน วันนี้มีเกร็ดความรู้มาให้ได้ทราบครับ ^^




1.อาการปวดอย่างรุนแรงที่ไม่เคยเป็นมาก่อน (Thunder clap headache)
เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งในตำราแพทย์ได้อธิบายไว้ว่าปวดเหมือนสายฟ้าฟาดลงมาอย่างทันทีทันใดครับรวมไปถึงอาการปวดที่รุนแรงผิดไปจากปกติและอาการปวดที่ทำให้ตื่นจากการนอนหลับถือเป็นสัญญาณอันตรายเช่นกัน



2.ระดับการมองเห็นผิดปกติ
หากมีอาการปวดศีรษะร่วมการอาการสายตาพร่า สายตามืดบอด หรือมีอาการทางประสาทและอาการสับสน ผู้อ่านควรพบแพทย์อย่างเร่งด่วนครับ


3.มีไข้
อาการปวดศีรษะพร้อมกับมีไข้ตัวร้อน เกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจากไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงภาวะที่รุนแรงมาก อย่างเช่น การติดเชื้อในบริเวณไขสันหลังครับ

4.คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง
สัญญาณร่วมนี้อาจแสดงถึงภาวะความดันในกะโหลกศีรษะที่มากขึ้นผิดปกติและส่งผลกระทบต่อส่วนเนื้อสมองของเราครับ


5.อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับอุบัติเหตุโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ เนื่องจากมีโอกาสที่จะเกิดภาวะเลือดออกในกระโหลกและสมองได้ครับ

6.เกิดอาการปวดศีรษะเป็นครั้งแรก
หากผู้อ่านไม่เคยมีอาการปวดมาก่อนแต่กลับมีอาการเป็นครั้งแรก ย่อมน่าสงสัยเป็นธรรมดาใช่หรือไม่ครับ? ให้เป็นหน้าที่ของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยโรคนะครับ



7.ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และผู้มีโรคประจำตัว
หากผู้อ่านมีอายุมากกว่า 50 ปีแล้ว ท่านมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้นครับ ในขณะเดียวกัน ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคมะเร็งและโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาการปวดศีรษะของท่านอาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเดิมครับ

สุดท้ายนี้ ขอแนะนำให้ผู้อ่านจดจำถึงลักษณะอาการปวดโดยประจำของตนเอง หากอาการปวดนั้น เกิดขึ้นผิดไปจากเดิม ให้รีบปรึกษาแพทย์ใกล้บ้านนะครับ

#headache #redflagsign #optimizecare

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

9 วิธีดูแลตัวเองง่ายๆไม่ให้เป็นสิว

9 วิธีดูแลตัวเองง่ายๆไม่ให้เป็นสิว


สวัสดีครับ วันนี้ผมขอนำเสนอวิธีง่ายๆให้ใบหน้าของเราสะอาดใสปราศจากสิวนะครับ นำไปใช้กันแล้วนำมารายงานผลวห้ทราบด้วยนะครับผม

1.ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง  ถ้าเล่นกีฬาหรือหน้าสกปรกมากก็ควรล้างหลังจากนั้นทันที ถ้าเป็นไปได้ผ้าที่ใช้เช็ดหน้าควรเปลี่ยนทุกวันด้วยคร้าบ

2.ล้างมือให้บ่อยครั้งขึ้น และ ไม่แตะใบหน้าระหว่างวันถ้าไม่จำเป็น เกาค้างเท้าคางก็ไม่ได้น้า

3.สระผมอย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ ควรเลือกทรงผมที่ไม่มีผมปรกใบหน้า  (ตอนหลับด้วย)

4.สังเกตว่าอาหารชนิดไหนทำให้สิวเราเห่อขึ้น แล้วเลี่ยงซะ !!

5. งดการปรุงอาหารหรือการเข้าครัวที่มีการปรุงอาหารมันๆ ควันหนาๆ

6. หลบแดดจร้า อย่าลืมทาครีมกันแดดและเลือกครีมกันแดดที่ไม่มันเกินไป (เนื้อเป็นเจลหรือโลชั้น และ ไม่กันน้ำ)

7. หลีกหลี่ยงความเครียดที่มากเกินไป ไปเตะบอลแทนนะครับ 55+

8. ออกกำลังกายให้บ่อยขึ้น สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อย

9.ถ้าหากรักษาสิวกับหมออยู่ ไปให้ตรงเวลา อย่างน้อยไปตามนัดเดือนละครั้ง ให้หมอช่วยประเมินอาการ ไม่ใช่ไปเอาแต่ยามาทาเองอย่างเดียว

จบ แล้วคร้าบ ลองเอาไปทำดูนะครับ หลักๆ คือ การรักษาความสะอาดและมีวินัยนะครับ
แล้วเพื่อนๆ มีวิธีดูแลตัวเองยังไง มาแบ่งๆกันมั่งนะครับ
^^
/Admin

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

5 สาเหตุของการเป็นสิว

5 สาเหตุของการเป็นสิว


เคยสงสัยกันรึเปล่า? ทำไมถึงต้องเป็นสิว ทำไมต้องมาเกิดบนใบหน้าของเรา ?   โดยถึงแม้ในขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสิวเกิดจากอะไรครับ แต่ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดสิว ที่แน่ๆ มีตามนี้เรยยย..

1. เพราะเป็นวัยรุ่น
วัยรุ่นเกือบทุกคนต้องเคยประสบปัญหาสิวแน่นอน !!  เนื่องจากต่อมสร้างไขมันบริเวณรูขุมขนของเราตอบสนองกับฮอร์โมนเพศที่เพิ่มมากขึ้นครับ เมื่อมีการสร้างไขมันมาก มีโอกาสทำให้เกิดการอุดตันมาก และกลายเป็นสิวตรงตำแหน่งรูขุมขนบริเวณนั้นครับบ

 ดังนั้น ถ้าไม่อยากเป็นสิวต้องรีบแก่นะ ยอมปะละ?

2. หนังหน้าเฉพาะคน
เคยไหม เจอเพื่อนที่ไม่สนใจดูแลทำความสะอาดหน้าเรยยย แค่ล้างหน้าธรรมดาก้อไม่มีสิวแล้ว ? ในขณะที่เราดูแลตัวเองขนาดนี้ยังเป็นสิวตลอด

สภาพผิวของคนเรามีส่วนครับ บางคนหน้ามัน บางคนหน้าแห้ง และบางคนเป็นผิวผสม
คนที่หน้ามันเนื่องจากมีรูขุมขนมาก หรือ/และต่อมไขมันทำงานมาก จึงมีสิทธิเป็นสิวได้มากกว่านั่นเอง

ซึ่งสภาพผิวของแต่ระคนไม่ได้เลือกกันเองนะจ้ะ จับฉลากครับ ดวงล้วนๆ แล้วก้อขึ้นยุกับพันธุกรรมด้วยน้า

3. การใช้เครื่องสำอาง
หลายคนเชื่อว่า สารประกอบในเครื่องสำอางมีส่วนทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนครับ แต่หลายรายก้อเกิดจากการแพ้เครื่องสำอางโดยไม่รู้ตัวนะครับ ซึ่งอย่างหลังต้องระวังและรีบหยุดทันที

สังเกตว่า การแพ้มักจะเกิดในช่วงแรกหลังใช้ครับ

4. ภาวะ โรคและการใช้ยาบางประเภท
อันนี้เป็นส่วนที่น้อยมากๆครับ เช่น
-ผู้หญิงมีสิวช่วงที่มีไข่ตก(กลางรอบเดือน)เนื่องจากมีฮอรโมนเพศสูงขึ้น ในขณะนั้น
-การใช้ยาที่พบบ่อยๆ คือ ยาคุมกำเนิด ยาสเตียรอยด์

5. อาหาร และความเครียด
เป็นความเชื่อที่พูดต่อๆกันมา ว่าพวกอาหารมัน และของหวานๆอย่างชอคโกแลต ทำให้เกิดสิว
แต่ยังไม่ได้มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนครับ

แต่หากเราทานอาหารอะไรแล้วเกิดเป็นสิวขึ้นมา ก้ควรหลีกเลี่ยงจิงมั้ย ล้าาา?


นี้คือปัจจัยหลักๆที่คาดว่าเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และเพื่อนๆคิดว่ามีอย่างอื่นอีกมั้ย มาแชร์กันนะครับ